กานต์ กาญจนามัย จบจากคณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบตกแต่งภายใน มหาวิทยาลัยศิลปากร กำลังศึกษาต่อที่ Bunka Fashion Academy ประเทศไทย ที่มาของผลงาน เป็นผลงานส่งประกวดในงาน Saha Group Bangkok Designer Awards 2009 และได้รับรางวัล ดีเด่นประเภทเสื้อผ้าเด็ก งานที่นำเสนอคือ “เด็กดอยต่อยมวย” ที่ใช้ “มวยไทย” เพราะเป็นวัฒนธรรม ของไทยที่ทั่วโลกรู้จัก มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และใช้วัฒนธรรมชาวเขาโดยเฉพาะ “ผ้าชาวเขา” มาเป็นตัวเสริม ปัญหาที่พบในการทำงาน ปัญหาอย่างแรกคือ ไม่มีประสบการณ์ด้านแฟชั่นเลย เคยแต่สเก็ตช์เล่นๆ ดังนั้นตั้งแต่เริ่มคิด เริ่มสเก็ตช์ ต้องดูว่าถ้าวาดแล้วจะทำได้จริงหรือไม่ งานครั้งนี้รูปแบบเสื้อผ้าออกมาแบบปกติที่สามารถใส่ได้ทั่วไป แพทเทิร์นไม่หวือหวา แต่เน้นที่การตกแต่งสีสันให้ดูแปลกตา คือทำเสื้อผ้าธรรมดาให้ดูไม่ธรรมดา ปัญหาอีกอย่างคือ ไม่สามารถหาผ้าที่เหมือนในแบบสเก็ตช์ได้ เลยต้องปรับทั้งชนิดและสีของผ้า ได้ ข้อคิดว่างานหน้าต้องดูทั้งผ้าและแบบสเก็ตช์ไปพร้อมกัน เวลาทำชุดจริงจะได้ไม่เสียเวลามาก ดีไซเนอร์ที่ชื่นชอบ Alexander McQueen เขาเป็นไอดอลและแรงบันดาลใจให้ผม งานของเขามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มาก เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็นงานของ McQueen งานเป็นแบบวิจิตรพิสดารมากๆ มีความเป็นดราม่าในชุด และในโชว์ ผมรู้สึกว่าในปัจจุบันการที่จะทำอะไรใหม่ๆ ในวงการแฟชั่นทุกวันนี้ยากมากแต่ McQueen ทำได้ แหล่งข้อมูลด้านแฟชั่น หลักๆ คือ นิตยสารกับทีวี ส่วนรวมแล้วก็ได้มาจากทุกที่รอบตัวเลยครับ “style.com” ก็เยี่ยมครับ วิธีทำให้ผลงานของตัวเองแตกต่างจากดีไซเนอร์รายอื่่น วิธีหลักเลยคือ แนวคิดที่ผมได้มาจาก interior การมองงานดีไซน์แบบ 360 องศา และการไม่ยึดติด ในความสวยงาม ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องกล้าคิดและกล้าทำ มองอนาคตของตัวเองอย่างไร อนาคต อันใกล้คือเรียนที่บุนกะให้จบสองปี พัฒนาฝีมือตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วอาจจะสมัครงานในเครือสหพัฒน์ แต่เป้าหมายของผมคืออยากฝึกงาน หรือได้ทำงานกับ Alexander McQueen ก็ดีครับ
สัมภาษณ์ ลินนา – นลินนา ลี ผลงานที่ผ่านมาของน้องลินนามีอะไรบ้างจ๊ะ ผลงานที่ผ่านมาก็มีละคร โฆษณา ส่วนตอนนี้ก็มี MV 3ตัว เพลงรักน้องปี 1 ของวงไอน้ำ, เพลงรู้ว่ามี อยู่แต่ก็สายไป ของวง Pixel, เพลงแฟนใหม่ของวง K-Otic และทำ DIY ใน www.zheza.com อ๋อ! แล้วก็มีงานเพลงที่กำลังจะทำกับค่ายอินดี้อยู่ค่ะ แนวเพลงเป็นแบบสบายๆ อาจจะได้ฟังกันเดือนหน้า ยังไงก็ช่วยติดตามด้วยนะคะ แล้วน้องลินนามาเรียนที่นี่ได้ยังไงล่ะจ๊ะ ตอนแรกเลย ลินเรียนจบ high school จากอังกฤษมา ซึ่งจริงๆ ตัวเองชอบด้น Art อยู่แล้ว แต่ตอนนั้น ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบทางด้านไหน ก็คิดว่าจะไปทาง กราฟฟิค แอนนิเมชั่น แต่พอเอา portfolioไปเสนอ ทางมหาวิทยาลัย เค้าก็บอกว่าลองไปคิดดูใหม่มั้ย เพราะงานของเราออกไปทางแฟชั่นมากกว่า ซึ่ง โดยส่วนตัวลินไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเรียนแฟชั่น เพราะไม่เคยเหยียบจักรเลย ไม่ชอบเย็บผ้าด้วย และ ก็ไม่ชอบวาดหุ่น แล้วพอดีช่วงนั้นกลับมาเมืองไทย ได้ลองเล่นละคร เลยรู้สึกว่าชอบ เหมือนเป็นงาน อดิเรก ก็เลยดรอปทางโน้นไว้ แล้วก็เล่นละครที่นี่ 2 ปี ระหว่างนั้นก็เริ่มชอบเสื้อผ้าแล้วค่ะ ชอบจับโน่น จับนี่มามิกซ์แอนด์แมชกัน ชอบเดินดูเสื้อผ้าแถวสำเพ็ง หลังจากนั้นก้เลยเริ่มหาโรงเรียนสอนแฟชั่น หามาหลายที่ จนมาติดใจที่นี่ค่ะ เพราะเค้าสอนตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน พอได้เรียนก็รู้สึกว่ามันใช่ เหมือนว่า เราค่อยๆค้นพบตัวเอง ดีไซน์กับสไตล์มันก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ พอเราไปอยู่กับคนอื่น ก็จะเห็นความแตกต่าง ค่ะ อย่างนี้วิชาโปรดของน้องลินนาจะเป็นวิชาอะไรเอ่ย ชอบประวัติศาสตร์แฟชั่น และก็ drawing ค่ะ เพราะลินเป็นคนที่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับเสื้อผ้าสมัยก่อน แล้วนำมาปรับใหม่ ส่วน drawing ซึ่งตอนแรกที่ไม่ชอบสุด แต่พอวาดไปวาดมา แล้วออกมาเป็น คาแร็คเตอร์ของตัวเอง สามารถเปลี่ยนหุ่นโพสต์ได้ ไปเรื่อยๆ วาดเสื้อผ้าเราใส่ไปเองได้ เลยทำให้ กลายเป็นว่าเราชอบวิชานี้มากเลยค่ะ เรียนเกี่ยวกับทางด้านแฟชั่นอย่างนี้ น้องลินนาเคยนำผลงานไปประกวดบ้างรึเปล่าจ๊ะ เคยประกวดค่ะ ครั้งนั้นก็จะดีไซน์เป็น 3 แบบ แล้วก็บอกธีมเค้าไป ของลินนี่เอาผ้าเก่ามาย้อมสีชา ฉีกๆ แล้วนำมาเย็บติดกัน เหมือนเอามาประกอบรวมกันน่ะค่ะ แต่ชิ้นงานนี้ไม่ได้รางวัลนะคะ เพราะเป็นการ ส่งผลงานเข้าประกวดครั้งแรกของลิน ถือว่าลืนยังใหม่อยู่มากๆ แต่การประกวดครั้งนั้นก็ทำให้ลินได้ รับประสบการณ์ที่ดีมาเยอะเลยค่ะ ต้องเรียนแล้วต้องทำงานไปด้วยอย่างนี้ น้องลินนามีเคล็ดลับในการ เรียนยังไงบ้างจ๊ะ ก้ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรหรอกค่ะ ส่วนใหญ่ก็เข้าเรียนตลอด แต่ต้องรีบออกไปทำงาน ตอนบ่าย จริงๆแล้วลินเป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่งๆ อยู่แล้วก็จะชอบเอาโน่นเอานี่ไปทำด้วย อย่างไปแคสติ้ง งาน ก็เอาเข้าไปทำด้วย ซึ่งลินก็ชอบนะคะ สนุกดีซะอีก แล้วอยู่ที่บ้านตอนดึกๆ ก็ค่อยนั่งทำการบ้าน ลินคิดว่าถ้าเราทำงานทั้งที เราก็ต้องตั้งใจทำออกมาให้มันดีที่สุดค่ะ น้องลินนาจ๋า อาชีพในฝันของน้องลินนาคืออะไรเหรอจ๊ะ อืม..ลินอยากมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเองค่ะ ให้ชื่อว่า ลินนา ตามชื่อของลินเลย แต่ก่อนที่จะมีแบรนด์ของตัวเอง ลินก็อยากไปฝึกงานกับบริษัทใหญ่ๆก่อน อยากเรียนรู้งานไปเรื่อยๆ ซึ่งลินก้ได้ไปฝึกงานมาแล้วนะคะ การฝึกงานทำให้ลินได้ไอเดียดีๆ ไอเดียใหม่ๆมา แล้วพี่ๆเค้าก็ยังให้คำปรึกษาที่ดีกับลินด้วยค่ะ แล้วเพื่อนๆ มีส่วนช่วยในการเรียนของเรายังไงบ้างเอ่ย ที่ลินเรียน ส่วนมากจะเป็นปฏิบัติค่ะ ก็เลยจะไม่มีอะไรมาก แต่ถ้ามีงาน เพื่อนก็จะโทรมาบอก แล้วก็มี ปรึกษาเรื่องเรียนกันบ้าง เพื่อนบางคน เวลาเราไม่ได้ไปเรียน เค้าก็จะจดให้ว่ามีงานอะไรบ้าง วันนี้เรียน อะไรไปบ้าง ก็รู้สึกดีกับเพื่อนๆมากเลยค่ะ ที่เค้าคอยช่วยเหลือเราตลอดเลย น้องลินนาจ๋า ช่วยนิยามความรักในแบบของน้องลินนาให้ LL ฟังหน่อยได้มั้ยจ๊ะ ลินเป็นคนไม่สมหวังในความรักค่ะ ชอบไปแอบรักคนอื่นมากกว่า ผลสุดท้ายก็ไม่ได้เป็นแฟนกับเค้าจริงๆ ก็เสียใจนะคะ แต่ในชีวิตเรามันก็ยังมีอย่างอื่นให้คิดอีกตั้งเยอะแยะ เป็นเพื่อนๆกันไปลินคิดว่าคงจะคบกัน ได้นานมากกว่านะคะ แล้วน้องลินนาคิดยังไงกับความรักในวัยเรียน คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีจ๊ะ ลินคิดว่าความรักเป็นสิ่งที่ดีนะคะ ก็อาจจะส่งผลกระทบกับการเรียนบ้าง แต่ราต้องรู้ลิมิตตัวเองว่าเวลา เรียนเราควรจะเรียน เวลาทำงานเราควรตั้งใจทำงาน เราไม่ควรจะไปสนใจเรื่องอื่น ส่วนตัวลินเองลิน เอาเรื่องความรักเป็นเรื่องที่ 3-4 รองจากเรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องทางบ้านแต่บางครั้งถ้าเรามีปัญหา เรื่องความรัก มันก็จะมีกังวลบ้าง ไม่มีกะจิตกะใจจะไปทำงาน แต่ส่วนมากก็จะเป็นลินเองนะคะที่ไม่มี เวลาให้คนอื่น สุดท้ายก็เลยกลายเป็นเพื่อนๆกันไปหมดเลยค่ะ ^_^ สุดท้ายอยากให้น้องลินนาบอกความในใจที่มีต่อสถาบันบุนกะแฟชั่นหน่อยสิจ๊ะ ลินชอบที่นี่นะคะ ที่นี่บรรยากาศดี เรียนแล้วเหมือนอยู่บ้าน คนไม่เยอะ ทำให้ได้ความรู้มาก เพราะได้ ใกล้ชิดกับอาจารย์ค่ะ แล้วเพื่อนๆทุกคนก็น่ารักมากๆเลย ตอนนี้ลินก็ใกล้จะจบแล้ว รู้สึกเสียใจนิดๆ เศร้าเหมือนกันนะคะ เพราะลินรู้สึกผูกพันกับที่นี่มาก ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลา 2 ปีที่มาเรียนบ้าง ไม่มาบ้าง แต่ก็รู้สึกผูกพันมากๆ ผูกพันเหมือนคุณครูทุกคน พี่ๆทุกคน เป็นเหมือนญาติ เป็นเหมือนพี่น้อง ที่ดูแล ลินดีมากๆเลยค่ะ แล้วลินก็คิดว่าถ้าจบไปแล้ว ลินก็คงจะกลับมาที่นี่อีก หรือไม่ก็นัดเจอกันข้างนอกค่ะ
ยศธร ศรีโรจนันท์ และ นลินนา ลี แฟชั่นนิสต้าสองสาวคู่นี้เลือกสถาบันบุนกะแฟชั่น (Bunka Fashion Academy) เป็นสถานที่บ่มเพาะความชอบของพวกเธอให้กลายร่างออกมาเป็นผลงาน นลินนา สาวน้อยลูกครึ่ง นักเรียนชั้นปีที่ 2 ของบุนกะเล่าเหตุผล ในการเข้าเรียนศาสตร์อันเกี่ยวกับ แฟชั่นให้ฟังว่า มีพื้นเพความสนใจมาจาก ความสนใจในด้านศิลปะส่วนตัว บวกกับความชอบในรูปแบบ แฟชั่นของ ชาวญี่ปุ่นที่เน้นความมีอิสระและครองเอกลักษณ์เป็นของตัวเองไม่ เหมือนใคร “แฟชั่นใน แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน อย่างในยุโรปจะ เน้นการ draping ทำเสื้อผ้าแนว huate couture ที่ทุก อย่างต้องเป๊ะ ซึ่งเป็นแบบที่เราไม่ชอบ แต่ของคนญี่ปุ่นมันสนุก คิดจะบ้าก็บ้ากัน ไปเลยอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจใคร” ยศธร นักเรียนของบุนกะฯ ชั้นปีที่ 1 แม้ว่าเธอจะจบการ ศึกษาในระดับปริญญาตรีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มาแล้ว เธอกลับพบ ว่านั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ จึงผันตัวมาเรียนในด้านแฟชั่นที่พบว่า เป็น สาขาที่เธอสนใจและอยากสัมผัสมาตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนในระดับ มหาวิทยาลัยเสียอีก ในขณะที่ึกษาสาขาวิชาออกแบบแฟชั่นในมหาวิทยาลัย เน้นเรียนหนักไปที่การ ‘ออกแบบ’ เพียงอย่าง เดียว การเรียนของ นักเรียนแฟชั่นที่บุนกะฯ เน้นหนักไปที่การปฏิบัติครบวงจร ซึ่งคุณศิริกุล ธนสารศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันบุนกะฯแห่งนี้ อธิบายกระบวนการสร้างสรรค์งานแฟชั่นเอาไว้ว่า “การจะได้ งานที่ สมบูรณ์ ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบ ทำแพทเทิร์น ตัดเย็บ ตกแต่ง ไปจนถึงการปรับแก้” ซึ่งทั้งหมด ได้รวมอยู่ในหลักสูตร Dressmaking อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของโรงเรียนแฟชั่นจาก ดินแดนปลาดิบ แห่งนี้ “ผู้ที่เข้าเรียนต้องสามารถรับผิดชอบดูแล กระบวนการรังสรรค์แฟชั่นได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงขั้น สุดท้าย หากตนเองไม่สามารถดูแลรับผิดชอบงานด้วยตัวเองทั้งหมด แล้ว งานก็จะมีลักษณะ ครึ่งๆกลางๆ ขาดความสมบูรณ์ดังที่มุ่งหวังเอาไว้” ยศธรพูดถึงความสำคัญของการสร้างแพทเทิร์นว่า “แพทเทิร์น ของการทำเสื้อผ้าก็เหมือนกับการเขียน แบบเพื่อสร้างตึกของสถาปนิก หมายความว่า การที่เสื้อผ้าตัดออกมาจะสวยหรือไม่สวยนั้นจึงขึ้น อยู่กับ แพทเทิร์นเป็นสำคัญ ซึ่งสองอย่างนี้ถือว่าเป็นส่วนที่ยากที่ สุดในการเรียนแฟชั่นเลยก็ว่าได้” นอกเหนือไปจากแพทเทิร์นที่ดีและการตัดเย็บที่สวย งามแล้ว คุณศิริกุลเพิ่มเติมว่า การจะได้มาซึ่งเสื้อ ผ้าสวยๆ สักตัวนั้น ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นตัวเองก็ถือเป็นอีก สองสิ่งที่นักเรียนแฟชั่นต้อง พัฒนาเพื่อผลิตชิ้นงานของตัวเอง ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยไม่จำเป็นต้องไปลอกเลียนผล งานของ ผู้อื่น ส่วนจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นผลงานได้สมบูรณ์เพียงไรก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้ออกแบบเอง ฟังดูแล้วถ้าใครเป็นคนที่มีใจรักในเรื่องของแฟชั่นและ อยากที่จะสร้างสรรค์เสื้อผ้าในแบบที่ตัวเองชอบ ออกมาเป็นรูปธรรม ให้ได้ การตัดสินใจมาเรียนออกแบบแฟชั่นโดยตรงไม่น่าจะ ทำให้ผิดหวัง เพราะ สองสาวยืนยันกับเราว่าก่อนหน้านี้เธอทั้งคู่ ไม่เคยเหยียบจักรกระทั่งไม่มีพื้นฐานในการตัดเย็บกันมาก่อน เลยด้วยซ้ำ แถมนักเรียนหลายคนวาดรูปไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ พวกเธอสามารถออกแบบและตัด เสื้อผ้าในแบบที่ตัวเองชอบเพื่อ ใส่เองได้อย่างง่ายดาย “เสื้อที่ใส่อยู่นี่ก็ตัดเองนะ” ยศธรชี้ที่เสื้อกั๊ก สีเทาที่เธอกำลังสวมใส่อยู่ให้เราดูอย่างภาคภูมิใจ เราเชื่อว่าสังคมที่รายล้อมไปด้วยร้านขายเสื้อผ้าที่เรา กำลังอาศัยอยู่นี้ หลายคนแสดงความชอบในเรื่อง ของแฟชั่นด้วย การเป็นผู้ซื้อ และประดับร่างกานให้ตัวเองดูดีทันสมัยด้วยเสื้อผ้า จากร้านค้า แต่สองสาว อย่างนลินนาและยศธรเลือกที่จะถ่ายทอดความรักในเสื้อผ้าของพวกเธอด้วยฐานะของผู้ออกแบบความสุข ของพวกเธอคงเป็นการได้เห็นผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าที่สร้างสรรค์ขึ้น ด้วยมันสมองและมือน้อยคู่หนึ่งของเธอ ทั้งสอง “มีแพลนจะเปิดร้านของตัวเองเลยที่สยามสแควร์ โดยจะมี ความเป็นตัวเราใส่ลงไปผ่านเนื้อผ้าและสี” นลินนา กล่าวทิ้งท้ายถึง เส้นทางอาชีพแฟชั่นดีไซเนอร์ของเธอในอนาคต หากคุณเป็นอีกคนที่ชื่นชอบในเรื่องของแฟชั่นและ การแต่งตัว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกเส้นทางของ ชีวิตให้มุ่งหน้า ไปสู่ถนนของแฟชั่นดีหรือไม่ คำตอบนั่นคงไม่ต้องไปหาจากที่ไหน เราเชื่อว่ามันนั่งอยู่ ในใจของคุณอยู่แล้ว และไม่ว่าคุณจะออกแบบ แพทเทิร์นของคุณให้เป็นไปในทิศทางใดคุณศิริกุลผู้ อยู่เบื้องหลังการปลุกปั้นนักออกแบบผู้นี้ อยากให้เราเชื่อมั่นเอาไว้ว่า สุดท้าย แล้วแฟชั่นก็เปรียบ เสมือนกับลมหายใจที่ทำให้ชีวิตมีสีสัน มีชีวิตชีวา และมีพลังไม่สิ้นสุด
ลินนา ลี สถาบันบุนกะแฟชั่น ปี 2 คอนเซปต์ของผลงาน นักเรียนทุกคนต้องออกแบบและตัดเย็บชุดกลางคืน ลินนาได้เลือกผ้าไหมลายสก๊อตพื้นสีแดงเลือดหมู มาออกแบบ เป็นชุด one piece กับกระโปรงซ้อนข้างใน ซึ่งผ้าไหมอาจจะ เหมาะกับคนที่มีอายุ แต่ ลินนาออกแบบโดยได้แรงบันดาล ใจจากชุดเจ้าหญิงในเทพนิยายต่างๆ ตัวชุดพองๆเป็นชั้นๆ ชาย กระโปรงรูด เพื่อทำให้ชุดดูน่าสนใจและน่ารักมากขึ้น ปัญหาในการออกแบบ การจับเดรปที่ต้องกะผ้าให้พอดีกับหน้าผ้าตามที่ ออกแบบมาซึ่งลินนาแก้ปัญหาโดยการเดรปด้วยผ้าดิบ ก่อน คำนวณหน้าผ้าให้เท่ากับผ้าไหมที่มีอยู่จนได้แบบที่ต้องการ ปัญหาต่อมาคือการตัดเย็บผ้าไหม เพราะส่วนตัวคุ้นเคยกับ ผ้าฝ้าย จึงใช้เวลาในการเย็บนานกว่าปกติและต้องระมัดระวัง เป็นพิเศษเพราะ ถ้าเลาะผ้าไหมบ่อยๆ จะลุ่ยง่าย ประสบการณ์ฝึกงาน ลินนาได้ไปช่วย it’s happened to be a closet อยู่ ช่วงหนึ่ง ได้โจทย์ว่าถ้าเป็น Assistant Designer จะปรับเปลี่ยน แบบเสื้อผ้าโดยที่ลูกค้ามองไม่เห็นความแตกต่างได้อย่างไร ช่วง แรกก็รู้สึก ว่ามันยาก แต่พอค้นคว้า ทำงานวิจัยเรื่องร้านมากขึ้น และใช้เวลาอยู่กับเสื้อผ้าในร้านบ่อยๆรวมทั้งเปิด กว้างเรื่องเนื้อผ้าสี สไตล์ ก็สามารถผสมผสานกับไอเดียตัวเองได้ แต่ด้วยเวลาที่ จำกัด ลินนาคิดว่า ควรจะพัฒนาได้มากกว่านี้ ดีไซเนอร์ที่ชื่นชอบ Vivienne Westwood ชอบความเป็นเอกลักษณ์ใน งานดีไซน์ของเขา เขาจะมีอะไรที่แปลกใหม่ และโดดเด่นอยู่เสมอ แหล่งข้อมูลด้านแฟชั่น จากหนังประกวดต่างๆ ก้ได้ไอเดียจากแมกกาซีน เช่นSO-EN ผสมกับสไตล์ของ CUTIE บ้างก็มาจาก พวกเวบ blog ของญี่ปุ่น การทำให้ผลงานของตัวเองแตกต่างจากดีไซเนอร์รายอื่น ทำสิ่งที่เป็นตัวเองมากที่สุดค่ะ ไม่ว่าจะได้แรงบันดาล ใจจากอะไรก็จะทำแบบที่ตัวเองอยากให้เป็น ใช้สี ผ้า ตกแต่ง ในแบบสไตล์ตัวเองให้ชัดเจนที่สุด อนาคต อยากจะสร้างแบรนด์ของตัวเอง แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปฝึกงานกับดีไซเนอร์ชื่อดังเพื่อหา ประสบการณ์ก่อน แล้วฝันว่าวันหนึ่งคงจะได้เห็นผลงานของตัวเองในงานแฟชั่น โชว์ใหญ่ อยากเปิดร้าน เล็กๆเน้นที่งานออกแบบ อาจจะไปเ รียนเพิ่มเติมพร้อมทั้งฝึกงานจนอยู่ตัว แล้วก็คงจะเปิดร้าน แต่ถ้า มีโอกาสได้ส่งผลงานเข้าประกวดก็จะทำเต็มที่ ชนะ ไม่ชนะไม่เป็นไรขอแค่รู้ว่าตัวเองได้พยายามจนถึง ที่สุดก็พอค่ะ